เวลาเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า หลายคนอยากจะหนีจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่จำเจ ออกไปหาความสงบและความผ่อนคลายไปสูดกลิ่นนํ้าหอมตามธรรมชาติในป่าเขาหรือต่างจังหวัด เราอยากได้ยินเสียงนกร้อง อยากเสพย์กลิ่นนํ้าหอมธรรมชาติจากต้นไม้ อยากสัมผัสไออุ่นจากแสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้ และอากาศที่แสนสะอาดและสดชื่น 

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นตรงกับแนวคิดการใช้ธรรมชาติและการใช้กลิ่นในการบําบัดร่างกายและอารมณ์ ซึ่งถือเป็นศาสตร์ที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ด้วยวิธีการ 'เดินป่า' ไปสัมผัสกับธรรมชาติ โดยการออกเดินป่าเพื่อให้ธรรมชาติเยียวยานั้นมีต้นกําเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเรียกว่า ชินรินโยคุ (Shinrin-yoku) หรือที่เรียกกันว่า Forest Bathing และที่สําคัญแนวคิดนี้ถูกนํามาพิสูจน์ด้วยกระบวนการวิจัย โดยพบว่าการเดินป่าบําบัดอย่าง ‘ชินรินโยคุ’ นั้นสามารถรักษาเยียวยาร่างกาย รวมถึงจิตใจที่อ่อนล้าจากความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นํ้าหอมธรรมชาติของผืนป่าใหญ่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบำบัดความเครียด เพิ่มความผ่อนคลาย ตามแนวคิดธรรมชาติบำบัด 'ชินรินโยคุ'

 

เดินสู่ป่าเพื่อตามหานํ้าหอมธรรมชาติ


คําว่า “Shinrin-yoku” หากแปลแบบตรงตัวตามความหมายในภาษาญี่ปุ่นจะหมายถึงการอาบนํ้าในป่า แต่ความหมายที่แท้จริงก็คือ การสัมผัสบรรยากาศในป่าเขาเพื่อเยียวยาร่างกายและจิตใจ ผ่านการรับรู้ รู้สึก และสูดดมนํ้าหอมจากผืนป่า
กลิ่นของแสงแดด ถึงจะเป็นกลิ่นนํ้าหอมที่ไม่ได้ผ่านการผสมผสาน แต่กลับเป็นกลิ่นของนํ้าหอมที่ทําให้สมองของเราโล่ง และรู้สึกมีความสุขราวกับว่าเรากําลังใช้กลิ่นบําบัดเลยทีเดียว ถือว่าชินรินโยคุนั้นเป็นวิธีการบําบัดกายใจแบบองค์รวม ซึ่งสามารถสร้างความผ่อนคลายและลดความเครียด จนทําให้เราตระหนักว่าแท้จริงแล้วธรรมชาติและมนุษย์นั้นผูกพันกันอย่างอย่างลึกซึ้ง

เมื่อมนุษย์เริ่มค้นหาคําตอบในเชิงวิทยาศาสตร์จากประโยชน์ของการสัมผัสผืนป่า การศึกษาวิจัยอย่างจริงจังครั้งแรกก็เริ่มต้นขึ้นในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี1982 ซึ่งเรียกโครงการศึกษานี้ว่า Therapeutic Effects of Forests โดยหลังจากการศึกษาวิจัย มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราก็ค้นพบคําตอบที่น่าจะรู้อยู่ในใจอยู่แล้วนั่นก็คือ ธรรมชาติเป็นสายใยสําคัญที่ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของเราได้นั่นเอง

• ลดความเครียดเพิ่มความผ่อนคลาย จากการวิจัยพบว่าการเดินป่าทําให้ฮอร์โมนแห่งความเครียดหรือที่เรียกกันว่าคอร์ติซอล (Cortisol) นั้นลดลง 12.4 % เมื่อเทียบกับการเดินเล่นในเมือง นอกจากนี้ผู้ที่มองวิวทิวทัศน์ป่าเป็นเวลา 20 นาทีนั้นจะวิตกกังวลน้อยลงและจะมีความเครียดลดลงถึง 13.4 %


• กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทํางานดียิ่งขึ้น จากการวิจัยพบว่าผู้ที่ใช้เวลาเดินในป่า 2 ชั่วโมงในช่วงเวลา 2 วันนั้นจะมีระดับเซลล์และระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเพิ่มขึ้น 50%
• ต้านมะเร็ง มีการต่อยอดในการศึกษาเรื่องภูมิคุ้มกันกับ Forest Bathing ซึ่งการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าวิธีการนี้มีประโยชน์ในการต่อต้านมะเร็งอีกด้วย โดยพบว่าร่างกายสามารถผลิตโปรตีนต้านมะเร็งได้หลังจากออกเดินป่าหรือเข้าสู่กระบวนการ Forest Bathing


• กลิ่นบําบัดจากธรรมชาติ การเดินในป่าทําให้เราได้เดินอยู่ท่ามกลางต้นไม้นานาพรรณ ได้สูดดมนํ้าหอมกลิ่นธรรมชาติ ซึ่งจะปล่อย Phytoncides ซึ่งถูกจัดให้เป็นนํ้ามันหอมระเหยที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ โดยกลิ่นจากนํ้าหอมธรรมชาติในต้นไม้หลายชนิดจะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย อาทิเช่น ต้นสนหรือต้นฮิโนกิของญี่ปุ่น อีกทั้งช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล และกลิ่นของต้นไซเปรสยังช่วยลดความดันโลหิตสูง


• ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ สามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับความเครียดและลดอัตราการเต้นของชีพจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทํา Forest Bathing จะช่วยเพิ่มระดับอะดิโปเนคติน (Adiponectin) ในร่างกายซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์ของหลอดเลือดและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวาย


ป้องกันโรคอ้วนและโรคเบาหวาน การทํา Forest Bathing จะช่วยลดระดับนํ้าตาลในเลือดแม้แต่ในคนที่เป็นโรคเบาหวานเองก็ตาม โดยจากการศึกษาพบว่าระดับกลูโคสในเลือดของคนที่เป็นเบาหวานนั้นดีขึ้นอีกด้วย

 

 

วิธีการทํา Forest Bathing พร้อมกับสูดกลิ่นนํ้าหอมจากผืนป่า


จะเห็นได้ว่าแค่เพียง 15 – 20 นาทีในการทํา Forest Bathing และการเปิดประสาทสัมผัส รับกลิ่นนํ้าหอมจากต้นไม้และอากาศบริสุทธิ์ก็สามารถลดความดันโลหิต ลดความเครียด และสร้างสมาธิได้เป็นอย่างดี ซึ่งเราสามารถลองทํา Forest Bathing ได้หากมีโอกาส โดยเริ่มต้นอย่างง่ายๆ ได้ดังนี้


1. ก่อนเริ่มควรปิดเสียงโทรศัพท์หรือสิ่งรบกวนอื่นๆ ในระหว่างการทํา Forest Bathing เพราะจะช่วยให้คุณได้ตักตวงประสบการณ์ที่ผ่อนคลายที่สุดจากผืนป่า และสัมผัสกับกลิ่นนํ้าหอมธรรมชาติได้อย่างแท้จริง


2. ปลดสัมภาระทางจิตใจ ออกเดินโดยปล่อยให้สองเท้าพาคุณก้าวเดินเพื่อไปสัมผัสธรรมชาติ สูดดมนํ้าหอมจากดอกไม้และต้นไม้ในป่าใหญ่ ปล่อยให้กลิ่นบําบัดกายและใจ

 


3. หยุดยืนเป็นครั้งคราวเพื่อมองดูใบไม้ต้นไม้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น หากได้กลิ่นหอมๆ จากต้นไม้ใบหญ้า ให้สูดดมกลิ่นหอมจากนํ้าหอมธรรมชาติเหล่านั้นเอาไว้ และอย่าลืมสังเกตความรู้สึกของเส้นทางใต้ฝ่าเท้าในทุกๆ จุดที่คุณก้าวเดิน

 


4. นั่งฟังเสียงรอบตัวคุณ ลองสังเกตนกและสัตว์อื่นๆ ปล่อยใจให้เพลิดเพลิน

 


5. หากคุณไปกับเพื่อนอย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ของกันและกัน